| ภ.ง.ด. 50 ปีนี้มีอะไรใหม่ (1)

ภ.ง.ด.50 ปีนี้มีอะไรใหม่(1)
เมื่อถึงกำหนดเวลาสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี สิ่งสำคัญประการหนึ่งสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร คือการคำนวณหากำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งในการคำนวณกำไรสุทธินั้นจำเป็นต้องรู้ถึงหลักเกณฑ์ ในการคำนวณกำไรสุทธิต่างๆ ที่กำหนดในประมวลรัษฎากร นอกเหนือไปจากหลักเกณฑ์ ดังกล่าวแล้ว สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องที่ให้ประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยไป เพราะหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดสามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่แล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่าสามารถทำให้กิจการประหยัดภาษีไปได้เป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ซึ่งในแต่ละปีที่ผ่านมา กรมสรรพากรก็ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้ทันต่อสภาพการณ์ในขณะนั้นมาโดยตลอด
ในโอกาสนี้ ขอนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จำเป็นในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี เงินได้นิติบุคคลเพื่อคำนวณกำไรสุทธิ ที่มีการตราขึ้นมาใหม่ล่าสุด เพื่อ update ข้อมูลในการ นำไปใช้ประกอบการกรอกแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับกิจการที่มีรอบระยะเวลาบัญชี 2549 ซึ่งจะต้องยื่นแบบฯ ภ.ง.ด.50 ภายในเดือนพฤษภาคม 2550 นี้
สิทธิประโยชน์ด้านรายได้
1. พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 441) พ.ศ. 2548
เป็นกรณีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นิติบุคคลเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ สำหรับเงินได้จากการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่ ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตามกฎหมาย ว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรม-สรรพากรประกาศกำหนด ในกรณีนี้ อธิบดีกรมสรรพากรได้มีประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 152) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่นิติบุคคลเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจไว้ว่า (1) ต้องเป็นเงินได้จากการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (2) ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดเกี่ยวกับนโยบายในการจัดสรรกระแสรายรับที่เกิดจากการรับโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องในการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงค่าใช้จ่าย อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการตลอดอายุโครงการตามที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (3) ต้องไม่มีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลเฉพาะกิจ จนกว่านิติบุคคลเฉพาะกิจได้โอนสินทรัพย์และผลประโยชน์คงเหลือทั้งหมดกลับคืนให้ผู้เสนอโครงการและ สถานะนิติบุคคลเฉพาะกิจสิ้นสุดลง
นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังได้มีการวางแนวทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติไว้ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 134/2549 ให้การโอน ทรัพย์สินที่ผู้โอนซึ่งเป็นผู้เสนอโครงการจะต้องโอนทรัพย์สินให้แก่ผู้รับโอนซึ่งเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ภายใต้โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่ ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และผู้โอนและผู้รับโอนต้องดำเนินการโอนและรับโอนทรัพย์สินในราคาไม่ต่ำกว่าราคาตามมูลค่าที่ปรากฏในบัญชี (Book Value) ณ วันที่โอนนั้น เป็นการโอนทรัพย์สินโดยมีเหตุอันสมควรตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากรด้วย
2.พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 452) พ.ศ. 2549
เป็นกรณีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด ด้วยเหตุผลว่ารัฐบาลไทย รัฐบาลมาเลเซีย และรัฐบาลอินโดนีเซีย ได้จัดตั้งบริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด โดยมีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่ในการซื้อ ขาย บริหารยางพารา และรักษาเสถียรภาพระดับราคายางพาราทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทั้ง 3 ประเทศได้กำหนดให้ประเทศผู้ร่วมลงทุนยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัท ร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด จึงได้มีการตราพระราช-กฤษฎีกาเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ฉบับนี้
3.พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 453) พ.ศ. 2549
เป็นกรณีการยกเว้นภาษีให้แก่ผู้ถือหุ้นของสถาบันการเงิน สำหรับผลประโยชน์ที่ได้จากการที่สถาบันการเงินควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน รวมทั้งยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่สถาบันการเงิน สำหรับเงินได้พึงประเมิน รายรับ หรือการกระทำตราสารที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจากการที่สถาบันการเงินควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ให้แก่สถาบันการเงิน สำหรับมูลค่าของฐานภาษี รายรับ หรือการกระทำตราสารที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจาก การที่สถาบันการเงินโอนกิจการบางส่วนให้แก่กันตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทั้งนี้ เฉพาะการควบเข้ากันหรือการโอนกิจการที่ได้กระทำระหว่างวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการที่สถาบันการเงินควบเข้ากันหรือโอนกิจการให้แก่กันตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เนื่องมาจากกระทรวงการคลังและธนาคารแห่ง-ประเทศไทยได้ร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบริการทางการเงินที่จำเป็นให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง และเพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบสถาบันการเงิน ทำให้สถาบันการเงินต้องควบเข้ากันหรือโอนกิจการให้แก่กันซึ่งอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร
สิทธิประโยชน์ด้านรายจ่าย
1.พระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 437) พ.ศ. 2548
เป็นกรณีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล 2 กรณี คือ การให้การศึกษาหรือการฝึกอบรมแก่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น และการดำเนินการจัดการฝึกอบรม ดังนี้
(1) กรณีการให้การศึกษาหรือการฝึกอบรม
(1.1) ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการส่ง ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมในสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่ทางราชการจัดตั้งขึ้นหรือที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดในราชกิจจา-นุเบกษา กรณีการจัดการฝึกอบรมตาม (1.1) นี้เป็นกรณีการส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมในสถานศึกษาหรือสถาน ฝึกอบรมฝีมือแรงงาน 2 กรณี คือสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่ทางราชการจัดตั้งขึ้น ประการหนึ่ง และสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดอีกประการหนึ่ง ซึ่งกระทรวงการคลังได้กำหนดสถานศึกษา หรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่รับลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเข้าศึกษาหรือฝึกอบรม ตามประกาศกระทรวงการคลังลง วันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 สรุปได้ดังนี้ (ก) สถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่จะให้บริการการศึกษาหรือฝึกอบรมต้องเป็นสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานเฉพาะที่มีฐานะเป็นมูลนิธิ สมาคม บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ (ข) ต้องเป็นการศึกษาหรือฝึกอบรมในประเทศไทยเพื่อพัฒนาคุณภาพ ความรู้ความสามารถ ทักษะ ฝีมือของลูกจ้างให้สูงขึ้น เพื่อประโยชน์ของกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นนายจ้าง (ค) หลักสูตรที่สถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานใช้ในการให้บริการการศึกษาหรือฝึกอบรมลูกจ้างของบริษัทหรือห้าง-หุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น แบ่งเป็น 2 ลักษณะดังนี้
กรณีสถานศึกษา
-ต้องจัดการศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการสำหรับการศึกษาในระดับที่ต่ำกว่าอุดมศึกษา หรือ -ต้องจัดการศึกษาตามหลักสูตรที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา หรือ -ต้องจัดการศึกษาตามหลักสูตรที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการสำหรับโรงเรียนนอกระบบ ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือ -ต้องจัดการฝึกอบรมให้แก่สาธารณชนเป็นการทั่วไป (Public Training) หรือให้แก่ลูกจ้างของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันตามหลักสูตรที่สถานศึกษานั้นๆ ได้จัดขึ้น
กรณีสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงาน
ต้องจัดการฝึกอบรมให้แก่สาธารณชนเป็นการทั่วไป (Public Training) หรือให้แก่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน-นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจเป็นเครือ-ข่ายกัน เช่น ตัวแทนจำหน่ายสินค้า ศูนย์บริการซ่อมสินค้า เป็นต้น (ง) ค่าใช้จ่ายเพื่อส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรม ประกอบด้วย -ค่าใช้จ่ายการศึกษาที่เป็นค่าเล่าเรียน ค่าลงทะเบียนหรือค่าบำรุง -ค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมที่เป็นค่าธรรมเนียมเข้าอบรมหรือค่าลงทะเบียน ค่าใช้จ่ายข้างต้นหมายความรวมไปถึง ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทางเพื่อเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายในการดูงานในประเทศหรือต่างประเทศตามที่กำหนดในหลักสูตร (ถ้ามี) ที่สถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานเรียกเก็บจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลด้วย (จ) ต้องมีใบเสร็จรับเงินของสถานศึกษาหรือสถานฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่ออกให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เพื่อเรียกเก็บค่าใช้จ่ายการศึกษาหรือค่าใช้จ่ายการฝึกอบรม เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิยกเว้นภาษี-เงินได้สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น
สำหรับกรณีใบเสร็จรับเงินได้ออกให้ลูกจ้าง ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นได้ (ฉ) ต้องจัดทำรายงานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ พร้อมแนบรายละเอียดและกำหนด การฝึกอบรมในหลักสูตรนั้นเก็บไว้ ณ สถานประกอบการเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นแสดงต่อเจ้าพนักงาน (ช) ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขให้ลูกจ้างกลับเข้าทำงานให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น หลังจากสำเร็จการศึกษาหรือผ่านการฝึกอบรมแล้ว (1.2) ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมให้แก่ลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ทั้งนี้ ตามหลัก-เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
สำหรับกรณีการจัดการฝึกอบรมตาม (1.2) นี้ กรมสรรพากรได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ไว้ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 148) สรุปได้ดังนี้ (ก) ต้องเป็นหลักสูตรที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้าง และได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมลูกจ้างแต่ละคนนั้นต้องเป็นไปตามอัตราที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงแรงงาน (ข) การฝึกอบรมต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นนายจ้าง (ค) ต้องเป็นลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น (ง) ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขให้ลูกจ้างที่เข้ารับการฝึกอบรมนั้นกลับเข้าทำงานให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นหลังจากการฝึกอบรมเสร็จสิ้น (จ) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดการฝึกอบรมนั้น ต้องกำหนดลักษณะ ขนาด และคุณสมบัติของวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อมิให้ปะปนกับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบกิจการตามปกติ รายจ่ายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมตาม พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 437) นี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนฯ ผู้จ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวสามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ทั้งจำนวน และยังสามารถนำไปยกเว้นภาษีได้อีกจำนวนร้อยละ 100 หรืออาจกล่าวได้ว่าสามารถนำมาใช้เป็นรายจ่ายได้เป็นจำนวน 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายไปนั่นเอง
(2) กรณีการดำเนินการจัดการฝึกอบรม
(2.1) ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกเตรียมเข้าทำงานเพื่อประโยชน์ของกิจการของผู้ดำเนินการฝึก ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2546 ถึงวันก่อนวันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ (วันที่ 18 ตุลาคม 2548) (2.2) ยกเว้นภาษีเงินได้เป็นจำนวนร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกเตรียมเข้าทำงานเพื่อประโยชน์ของกิจการของผู้ดำเนินการฝึก ตั้งแต่วันที่ พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ (19 ตุลาคม 2548)

|