| เสน่หากับภาษี

เสน่หากับภาษี
เสน่หา ในพจนานุกรมได้ให้ความหมายถึง ความรัก ซึ่งความรักนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสามีภริยาหรือคู่หนุ่มสาวเท่านั้น อาจจะเป็นบุคคลอื่นๆ ก็ได้
คำว่า เสน่หา ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติคำนี้ในบทบัญญัติหลายมาตรา ทำให้เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพากรที่จัดเก็บอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็น การให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา หรือการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มา โดยเสน่หา การให้หรือการขายทรัพย์สินโดยเสน่หา ผู้ที่ให้ทรัพย์สิน หรือผู้ที่ได้รับทรัพย์สิน จะต้องเสียภาษีอะไร อย่างไร หรือไม่
วันนี้จะพูดถึงประเด็นการให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา ตามมาตรา 42 (10) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งผู้ที่ได้รับทรัพย์สิน จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากการให้นั้นเป็นการให้โดยเสน่หา เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีหรือ ขนบธรรมเนียมประเพณีที่คนไทยรู้จักกันดี เช่น พิธีศพ พิธีสมรส งานวันเกิด งานวันขึ้นปีใหม่ งานวันครบรอบการจัดตั้งบริษัท เป็นต้น ทรัพย์สินที่ให้โดยเสน่หา อาจจะเป็นเงินสด เช็ค ที่ดิน บ้าน รถยนต์ หรือทรัพย์สินอื่นๆ ก็ได้
อย่างไรก็ตาม ในอดีตมีผู้ให้ทรัพย์สินเป็นเงินสดจำนวนสูงมากแก่ผู้อื่น เนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งผู้รับเงินก็มิใช่บุตรหรือญาติแต่อย่างไร ซึ่งเงินที่ให้ถือว่าเกินสมควร และผู้ที่ได้รับเงิน ได้ถูกประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงได้ต่อสู้คดีความทางศาล ศาลฎีกาได้มี คำพิพากษาให้ผู้ที่ได้รับเงินนั้น นำเงินได้นั้นไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้อง ในปัจจุบันหากได้รับเงินหรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง โดยไม่สามารถอธิบายที่มาได้ นอกจากจะมีภาษีมาเกี่ยวข้องแล้ว อาจจะถูกตั้งคำถามว่า ฟอกเงินหรือเปล่า เป็นของแถมอีกด้วย
ครับ การให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา จะต้องมีมูลค่าไม่เกินสมควร และให้ในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ผู้ที่ได้รับทรัพย์สินจึงจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ผู้ที่ให้ทรัพย์สินนั้น หากได้ให้ทรัพย์สินส่วนตัว เช่น รถยนต์ เงินสด สร้อยทองคำ ฯลฯ ผู้ให้ไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด แต่ถ้าให้อสังหาริมทรัพย์ ผู้ให้จะต้องเสียภาษีเงินได้ อากรแสตมป์ และ บางกรณีอาจจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย แต่ถ้าบิดา มารดา ยกอสังหาริมทรัพย์ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม บิดา มารดาผู้ให้ก็ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และอาจจะได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับบุตรที่ได้รับอสังหาริมทรัพย์ ก็ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย
แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่บริษัทให้ทรัพย์สินโดยเสน่หา เช่น ให้ทีวีแก่พนักงานที่สมรส บริษัทไม่สามารถนำไปหักรายจ่ายทางภาษีได้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของบริษัท แต่พนักงานจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ และถ้าหากบริษัทเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของมูลค่าทีวีที่ให้แก่พนักงานด้วย ถามว่าคุ้มค่าไหมกับการที่ให้ทรัพย์สินแก่พนักงาน ซึ่ง ก็แล้วแต่มุมมอง บางครั้งทรัพย์สินที่ให้แก่พนักงาน มูลค่าก็ไม่ได้ มากมายอะไร แต่การให้นั้นได้ใจพนักงานอยู่มิใช่น้อย ซึ่งจะมีผล ต่อการปฏิบัติงานของพนักงานกับบริษัทเป็นไปในทิศทางที่ดี
ครับ การให้ทรัพย์สินโดยเสน่หาเป็นหนทางหนึ่งที่บริษัทนำมา ใช้จูงใจพนักงานของตนเอง โดยจะให้ทรัพย์สินในงานพิธีสมรส งานศพ งานครบรอบจัดตั้งบริษัท ฯลฯ หากการให้ทรัพย์สินนั้นมี มูลค่าไม่เกินสมควร ผู้ที่ได้รับทรัพย์สินก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และถ้าหากบริษัทได้ให้ทรัพย์สินเป็นเงินสด ก็ ไม่ต้องพะวงกับภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ถ้าให้ทรัพย์สินอื่นๆ ที่มิใช่เงินสด อาจจะมีภาษีมูลค่าเพิ่มมาเกี่ยวข้องด้วย ก็ขอให้ใช้ความระมัดระวัง ก็แล้วกันครับ

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์ วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 |